นคร มงคลายน

"ครูนคร มงคลายน" ครูเพลงผู้อยู่ในหัวใจมานานแล้ว  ในฐานะที่ผมเป็นผู้ร้องขอให้เปิดกระทู้นี้(ตรงกับเจ้าของบ้านด้วย)ก็อยากจะ หาอะไรต่อมิอะไรมาใส่มาบันทึกไว้  ไม่อยากให้กระทู้นี้โหวงเหวงหรือโหรงเหรง ประการสำคัญคือ อยากให้สมาชิกได้รับรู้เรื่องราวของ "ครูนคร" มากขึ้น  เพราะชีวิตของท่านมีเรื่องราวมากมายที่ล้วนน่ารู้ น่าศึกษา น่าสนใจ ทั้งๆที่ในวัยเด็กนั้น ความสนใจในการเรียนของท่าน ถ้าเป็นยุคนี้ก็คงจะเรียกว่า "ไม่เอาแก้ส" ก็น่าจะได้ คือหนีเรียนประจำ มิหนำซ้ำ เวลาอยู่ในห้องเรียนก็ชวนเพื่อน ๆ คุยซะงั้นแหละ  คือไม่สนใจการเรียนเลย ว่างั้นเถอะ
     ที่น่าสนใจ  คือ ครูนครถือเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับครูใหญ่ นภายน  ผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ของวงการเพลงและบันเทิงที่ยิ่ง ใหญ่
 ผู้ล่วงลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา คบหากันมานาน เคยไปร่วมงานกันมานับครั้งไม่ถ้วน
     มาดูชีวประวัติกันก่อนก็แล้วกัน จะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในบ้านนี้ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์สำหรับการค้นคว้าของผู้สนใจ
     ครูนคร  มงคลายน เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๖๘  ในย่านบางรัก  พระนคร บิดาเป็นชาวจีนชื่อ นายบ๊วยอุ่ยดี้ แซ่จิว  มารดาชื่อ
นางนวม มงคลายน (สู่สวัสดิ์)  ที่บ้านมีอาชีพทำโรงยาฝิ่น
     ครูนคร  มงคลายน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษารุ่นโตโจ (ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ )  เคยหันเหชีวิตไปเล่นละครเร่อยู่หลายปี  จากนั้นก็เริ่มหันมาเล่นตลกละครเวที แต่งเพลง ร้องเพลงแปลง เต้นรำ  เนื่องจากครูนครเป็นคนที่มีอารมณ์ดี สนุกสนานเฮฮา จึงมีเพื่อนฝูงมากและทุกคนต่างรักครูนครทั้งนั้น  ในด้านแต่งเพลง ครูนครมีความสามารถแต่งเพลงได้หลายแนว  ตัวเองก็นิยมร้องเพลงตลก หากเป็นแนวอื่นก็แต่งให้นักร้องชื่อดังในขณะนั้นร้อง อย่างเช่น สุเทพ วงศ์กำแหง  เพ้ญศรี พุ่มชูศรี   สวลี ผกาพันธ์  ชาญ เย็นแข  จินตนา สุขสถิตย์ เป็นต้น
      ครูนคร  มงคลายนมีความสามารถ ในด้านการเต้นรำอย่างมาก เคยได้รับรางวัลในการเต้นรำถึง ๓ ปีซ้อน โดยเฉพาะการเต้นจิ๊ตเตอร์บั๊ก หรือ ร๊อค เอน โรลล์  ในเวลาต่อมาได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง เดินสายเล่นตามต่างจังหวัดจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป บางคราวก็จัดประกวดร้องเพลงตามแหล่งบันเทิงต่างๆ  อาทิ โรงภาพยนตร์พัฒนากร บางช่วงก็ไปร้องเพลงตามไนท์คลับทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ต่อมาได้ไปจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ว.พ.ท. และ อสมท คลื่น ๑๑๔๓ กิโลเฮิร์ทซ์ ชื่อรายการว่า "หนุ่มน้อยฝอยข่าว" สร้างชื่อเสียงให้แก่ครูนคร มงคลายน มากเพราะผู้ฟังต่างชื่นชอบในการพูดคุยเรื่องข่าวชาวบ้านที่มีมุขตลกผสมผสาน ไปด้วยตามถนัด
      ในเวลาต่อมาครูนครเริ่มเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์ โดยรวมกลุ่มกับคนรักรถที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งเป็นพิธีกรไปพร้อมๆกัน เป็นระยะเวลาหลายปีควบคู่ไปกับการจัดรายการวิทยุ ภายหลังเมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพที่สะสมมาเป็นเวลานานจากการสูบบุหรี่ จึงต้องพักรักษาตัวแต่ก็มิได้ทิ้งงานด้านแต่งเพลง การเขียนหนังสือในคอลัมน์ต่างๆ รวมทั้งในนิตยสาร
      ชีวิตครอบครัว ครูนครได้สมรสกับคุณบุญชัย มงคลายน(แมรี) ภายหลังจากที่คุณแมรีเสียชีวิต ท่านได้มาพบและแต่งงานกับคุณนวรัตน์ วีรเสนีย์  และได้รับอุปการะบุตรบุญธรรม ๔ คน คือ
       ๑.คุณมัทนา จุลินรักษ์ ๒.คุณมาลัยวัลย์  มงคลายน ๓. คุณยอดลักษณ์  โพธิ์ดี  ๔. คุณธัญลักษณ์ พีระสวัสดิ์
      เนื่องจากครูนคร เป็นโรคหอบ โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับ  ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ จนกระทั่งในที่สุดได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒  รวมอายุ ๗๔ ปีเท่านั้น ท่ามกลางความอาลัยและเสียดายของเพื่อนฝูงในวงการตลอดจนผู้ที่รักในความ สามารถอันสูงล้นของครูเพลงชื่อดังผู้นี้ที่มีนามว่า นคร  มงคลายน

 ครูนครเคยเล่าให้ฟังว่า
 "ผมเกิดมาเพื่อร้องรำทำเพลง   บางคนเขาก็ร้องอย่างเดียว  เพราะรำไม่เป็น แต่ผมร้องได้ รำได้ แต่งเพลงก็ได้ หรือเล่นดนตรี ผมก็ทำได้  คนดูเมื่อก่อนนี้ไม่ใช่พวกชอบชักดิ้นชักงอเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าจะชักดิ้นชักงอก็ชักไม่เท่าผม เพราะผมเป็นแชมป์ร็อคเอนโรลล์แห่งประเทศไทยเสียด้วย เกิดเป็นคนจับฉ่ายอะไรได้ทั้งนั้น เมื่อไม่มีตลก ผมยืนเล่นตลกก็ยังได้"
 นคร มงคลายน เป็นศิลปินที่หากินมารุ่นราวคราวเดียวกับครูพยงค์ มุกดา  อายุอานามก็ใกล้เคียงกัน พูดถึงความสามารถเฉพาะตัว สมัยก่อนยากจะหาใครมาทัดเทียม หรือแม้แต่สมัยนี้จะหาศิลปินที่มีทุกอย่างในตัวคนเดียวก็ใช่จะหาได้ง่าย  มองแทบไม่เห็นเอาซะเลย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๔๐ – ๕๐ ปีก่อน (ย้อนไปไกลอีกแล้ว) ช่วงที่โรงหนังในกรุงเทพนิยมนำวงดนตรีมาแสดงสลับฉากกับการฉายหนังเพื่อดึง ดูดคนดูให้เข้ามาชมกันมากๆ  ครูนคร มงคลายน ก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในยุคนั้น
 และเมื่อมองไปที่ศาลาเฉลิมบุรี ซึ่งอยู่ใกล้กับวงเวียนโอเดียนในขณะนั้น (ปัจจุบันรื้อทิ้งสร้างเป็นประตูเฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งบริเวณใกล้ๆกันนั้น ก็มีโรงหนังโอเดียน ซึ่งก็เป็นแหล่งทำมาหากินของนักร้องนักแสดงจำนนมากในยุคนั้น(อีกแล้วครับ ท่าน) ต่อมาเปลี่ยนเป็นนิวโอเดียน ล่าสุดทุบทิ้งซะเลย กลายเป็นอาคารค้าขายไปแล้ว
๓ คนดังในวงการเพลงขณะนั้น คือ ครูนคร มงคลายน   ครูพยงค์  มุกดา และครูสมยศ  ทัศนพันธุ์  ก็ผูกขาดการแสดงที่ศาลาเฉลิมบุรีเป็นประจำ  โดยทั้ง ๓ คนนี้หากินด้วยกัน  แม้จะต่างวงต่างคณะ  แต่มาเล่นบนเวทีเดียวกัน ห้วงเวลาเดียวกัน   โดยครูนคร มงคลายน เล่าให้ฟังว่า  พยงค์ สมยศ และตนเองตกลงกันว่า เวลาเจ้าของหนังมาเจอใครก่อน ก็ให้นักร้องคนนั้นรัยงานแสดง เช่น เจอพงค์ก็ให้พยงค์รับงาน เวลาประกาศก็บอกว่า เป็นคณะพยงค์ มุกดา  นำโดย พยงค์ นคร สมยศ ถ้าเผื่อเข้าของหนังเจอสมยศก่อน สมยศรับงานเป็นคณะสมยศ นำโดย สมยศ นคร พยงค์  ถ้าเจ้าของหนังมาเจอนคร ก็จะเป็นคณะนคร  นำโดย นคร  พยงค์  สมยศ  แสดงเสร็จก็จ่ายค่าตัวแบ่งกัน
   "พวกเราผลัดกันเป็นหัวหน้า พอใครเป็นหัวหน้าคณะอีกสองคนมาเป็นลูกน้อง แล้วใช้นักร้องของคณะนั้น เช่น คณะของผมก็ใช้ลูกศิษย์ผม แล้วก็พยงค์  มุกดา สมยศมารวม คณะสมยศเขาก็ใช้ลูกศิษย์เขา เช่น พีระ ตรีบุปผา ชาญชัย บัวบังศร แล้วมีผมกับพยงค์ไปร่วม  ส่วนคณะพยงค์ ก็มีลูกศิษย์ของพยงค์ เช่น ผ่องศรี วรนุช สมศรี ม่วงศรเขียว  ศรีสอางค์ ตรีเนตร นักร้องกองทัพเรือ แล้วมีผมกับสมยศไปร่วมด้วย"
   เห็นหรือยังครับกับการช่วยกันทำมาหากินของ ๓ ศิลปินดังในยุคนั้น  เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มีงานแสดงเป็นไม่มี   และในขณะที่หลายคนร้องเอาน้ำเสียงเป็นจุดเด่น แต่ครูนคร มงคลายน กลับฉีกแนวออกไปเพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น โดยร้องแต่เพลงตลก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
 "…ครวญคิดพินิจให้ดี  ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม  โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน…"
เมื่อเพลง "ค่าน้ำนม"จากต้นตำรับร้องจบ "ค่าน้ำนม" ฉบับแปลงของครูนคร มงคลายน ก็ขึ้นทันทีว่า
"…ครวญคิดพินิจยิ่งเพลีย กระป๋องนมของเมีย บางทีก็มีกลิ่นฉุน…"  เรียกเสียงฮากันลั่นโรง
หรือบางคราวที่สุเทพ ร้องเพลง จงรัก "โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต…" 
ครูนครก็จะนำมาแปลงเสียใหม่เป็น "โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต ฉันบอกก็ได้ อดีตฉันเป็นแมงดา…"  คิดดูแล้วกันว่าจะมีเสียงฮาจากผู้ชมหรือไม่?
 "ลักษณะของผมจะร้องเพลงแปลงทันทีเมื่อเจ้าตัวร้องจบ จะได้รู้ว่าเราแปลงจากเพลงไหน ไม่ใช่จบไปแล้ว เลิกไปแล้ว เราโผล่มาทีหลัง ออกมาเป็นแผ่นเสียงทีหลัง  อย่างนี้ผมไม่ทำ  ผมต้องต่อกันเดี๋ยวนั้นเลย  ถึงจะทันการณ์และทันกิน  ซึ่งก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้" 
        นอกจากนี้  ครูนครยังแปลงเพลง"ช่างร้ายเหลือ"ที่ วงจันทร์ ไพโรจน์ ขับร้อง  อันเป็นผลงานการประพันธ์ของครูมงคล อมาตยกุล  เป็นเพลง "ช่างเร็วเหลือ" เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพครูมงคล อมาตยกุลในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๓  ณ วัดมกุฏกษัตริยารามอีกด้วย
        ลองมาดูถึงความสามารถในการแปลงเพลงของ "ครูนคร" ในวาระสุดท้ายของเพื่อนสนิทที่ชื่อ "ครูมงคล  อมาตยกุล"
           
                       ช่างเร็วเหลือล้นคนดีๆมิควรตายไว 
                       ช่างเร็วเหลือใจ ไฉนคนเลวจึงมิควรตายเร็วบ้าง
                       สุดแสนเสียดายครูมงคลมิควรวายวาง
                       แต่จนหนทางจะฝืนชะตาที่พระพรหมขีดไว้
                       โศกประหนึ่งทุกข์ตราตรึงสุดห้ามความคิดถึงได้
                       คำจากปากแต่ออกจากใจอันแสนหมองหม่น
                       พวกเราขอเชิญดวงวิญญาณของครูมงคล
                       ล่องลอยถึงบนสวรรค์เมืองแมนแดนฟ้าเป็นที่เนา

ไม่เพียงแต่เพลงไทยเท่านั้นที่ครูนคร มงคลายน แปลงเพลงของเขาเพื่อสร้างอรรถรสไปอีกแนวหนึ่ง แม้เพลงฝรั่งก็แปลงมาเป็นเนื้อไทย ซึ่งมีอยู่หลายเพลง  อย่างเพลง จิงเกล เบล   ยัว ชีทติ้ง ฮาร์ท   มาย ทรูลี ทรูลี แฟร์  และอีกหลายเพลงฮิตติดอันดับในขณะนั้น
     พูดถึงเพลงแปลงแล้ว ผมอยากให้ท่านได้ดูเพลงแปลงที่มาจากเพลงยอดฮิตของ กาย มิทเชล (GUY MITCHEL) ที่ชื่อ MY TRUELY TRUELY FAIR หรือชื่อที่ครูนครตั้งไว้ คือ "อยากกินกาแฟ " ซึ่งโด่งดังมาก เพราะเมื่อผมยังเด็กๆ ก็ได้ยินบ่อยเพลงนี้บ่อยมาก

     (สร้อย) ตื่นก็กินกาแฟ  เที่ยงก็กินกาแฟ ถึงตอนเย็นก็กินกาแฟ 
              กลางคืนก็กินกาแฟ  เช้ากินกาแฟ วันยังค่ำต้องกินกาแฟ

              อยากจะกินกาแฟทีไร เจ๊กไม่ชงให้กิน 
              เดือนที่แล้วยังไม่เฉ่งบิล ต้องงดกินกาแฟ (สร้อย)

              ไม่มีเงินจะกินกาแฟ เลยต้องกินแต่น้ำ
              ไม่ว่าเช้าหรือไม่ว่าค่ำ  ดื่มน้ำแทนกาแฟ (สร้อย)

ผมได้นำเรื่องราวของ "ครูนคร มงคลายน" มาเสนอพอสมควร  หลายท่านคงเห็นแล้วว่า "ครูนคร"  มีความสามารถหลายด้าน  นอกจากแต่งเพลงแปลง เพลงโฆษณาสินค้า  เล่นตลก  เล่นดนตรี เป็นหัวหน้าวงดนตรีแล้ว ครูนคร ยังมีความสามารถแต่งเพลงลูกกรุงได้ไพเราะมาก จนหลายคนไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้  แต่ก็เป็นไปแล้ว และแต่งได้ดีด้วยสิ  โดยเฉพาะการแต่งเพลงเป็นที่ระลึกให้กับสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายเพลง  และหลายเพลงก็เป็นเพลงอมตะที่ยืนยงและยืนยาวมาจนถึงวันนี้
เพลง "บางปะกง" ถือได้ว่าอยู่ใกล้บ้านผมมาก เพราะ "บ้านบึง" กับ "บางปะกง" ถือเป็นพี่ๆน้องๆกัน เนื่องจากมีตัว "บ" นำหน้าเหมือนกัน (ฮา) เวลามากรุงเทพก็ต้องผ่านแม่น้ำสายนี้ที่มีความสำคัญ กับชาวบ้านมาก
 เพลงนี้ ครูนครใช้เวลาเพียงคืนเดียว  ไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง เพราะไม่เคยได้ถาม  แต่คิดว่าคงไม่นาน เพราะปกติครูนครก็แต่งเพลงได้เร็วอยู่แล้ว  ดูเพลงแปลงสิ  เพียงนักร้องร้องจบเพลง ก็สามารถมาร้องเพลงแปลงได้แล้ว  เพราะมีความรู้ในเรื่องของกาพย์ กลอนดีมาก ทั้งๆที่เวลาเรียนหนังสือ  ก็โดดร่มอยู่เรื่อย แสดงถึงความสนใจในเรื่องนี้มาก
 สำหรับสาเหตุที่แต่งเพลง "บางปะกง"  นั้น ก็เนื่องมาจากคราวที่ครูนคร มงคลายน นำวงดนตรีไปเปิดการแสดงที่โรงหนังแห่งหนึ่งใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา หรือที่หลายคนเรียกว่า "แปดริ้ว"  วันแรกๆ นั้นมีคนชมกันแน่น เพราะรอคอยมาหลายวัน แต่วันต่อๆมา ผู้คนชักน้อยลง ๆ ๆ  จน  "ครูนคร"  คิดว่าคงจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกคนดูให้ได้
 เรื่องนี้  "ครูนคร"  เคยเล่าให้ฟังว่า
     "ผมไปเล่นที่ฉะเชิงเทรา คิดว่าพรุ่งนี้อยากให้คนดูมากันแน่น ผมก็เลยประกาศไปว่า รู้สึกดีใจที่ชาวบางปะกง ชาวแปดริ้วมาให้เกียรติผม มาต้อนรับผม เพราะฉะนั้น ผมจะตอบแทนบุญคุณพี่น้องชาวแปดริ้ว บางปะกงด้วยการแต่งเพลงให้ชาวบางปะกงเป็นที่ระลึกหนึ่งเพลง พรุ่งนี้ขอให้พี่น้องมาฟังมาดูว่าจะชื่นชอบไหม"
วันนั้นหลังจากเลิกการแสดง "ครูนคร" กลับถึงโรงแรมก็นั่งแต่งเพลงกลางดึกคืนนั้นทันที 
 "สมัยนั้น จ.ฉะเชิงเทราใช้ไฟตรงหรือที่เรียกว่าไฟดีซี ไม่เหมือนไฟสลับ   ไฟตรงมันมืด ในห้องที่โรงแรมแขวนหลอดไฟฟ้ารูปร่างเหมือนกับไข่ไก่ไว้ลูกหนึ่ง สมัยนั้นผมยังหนุ่ม ตายังดี เขียนริมแม่น้ำ โรงแรมนั้นยังอยู่  ผมแต่งริมฝั่งบางปะกงจริงๆ พอคืนรุ่งขึ้นผู้คนมากันแน่นเลย  อยากฟังเพลงที่ผมแต่งเพื่อชาวแปดริ้ว เมื่อผมออกไปร้อง บรรดาผู้ชมต่างปรบมือหลังจากจบเพลง "บางปะกง" ด้วยความชอบใจ"
นี่คือเบื้องหลังที่มาของเพลง "บางปะกง"  ที่น่าจะเชื่อถือได้ เพราะถอดความจากการสัมภาษณ์และลงพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ มาแล้ว
 ในช่วงที่ ร.ต.กิตติ ประทุมแก้ว เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา  ได้มาติดต่อขออนุญาตนำเพลง "บางปะกง" ไปเป็นเพลงประจำจังหวัด ซึ่ง "ครูนคร มงคลายน" ไม่เพียงไม่ขัดข้อง หากยังรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูง พร้อมกันนั้นได้จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณที่โรงแรมบางปะกง โดยมี พล.อ.ประหยัด ดิษยะศริน เป็นผู้มอบ
เมื่อกโลบายดึงคนดูด้วยวิธีแต่งเพลงเป็น ศักดิ์ศรีแห่งจังหวัดฉะเชิงเทราได้ผล  ครูนคร มงคลายน ก็เลยนำไปใช้ที่อื่นๆ ด้วย
         "ผมไปเล่นที่นครนายก ผมก็บอกว่า พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงให้ชาวนครนายก ๑ เพลง  คืนนั้นผมแต่งเพลง น้ำตกสาลิกา  พอรุ่งขึ้นก็ร้องเพลงตามสัญญา ปรากฏว่าได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมจำนวนมาก ต่อมาผมไปแสดงที่จังหวัดสงขลา ผมเอา ๓ วันเลย  วันแรกคนมาแน่นตึง ผมประกาศ พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงเป็นที่ระลึกสำหรับพี่น้องชาวสงขลา ผมได้แต่งเพลง  คืนหนึ่งเดือนหงาย ริมหาดทรายชายทะเลสงขลา  สุเทพ วงศ์กำแหง ร้อง  คืนที่สามต้องจบแล้ว หาอะไรมานำเสนอดีล่ะ ผมประกาศจะแต่งเพลง แหลมสน ให้ชาวสงขลาอีกเพลงหนึ่ง…  แหลมสนเมื่อคราจวนค่ำ  ปรากฏว่าวันที่สามคนดูก็แน่นอีก  เจ้าของโรงหนังถามผมว่า นคร พรุงนี้จะ แต่งเพลงอะไรอีก  ผมรู้ว่าเขาพูดเล่น เพราะว่าวันที่สี่นั้นมีหนังเรื่องใหญ่เข้าฉาย…"
ครูนคร มงคลายน บอกว่า วิธีการนี้ได้ผลดีจึงใช้เรื่อยมา  เล่นที่ภูเก็ตก็มีเพลงหาดสุรินทร์ … ฟังเสียงคลื่นและลมครวญคร่ำ  ริมฝั่งชายน้ำหาดสุรินทร์  หัวหินไม่สิ้นทราย …ธานินทร์ อินทรเทพ ขับร้อง"
นี่คือเสี้ยวชีวิตหนึ่งของครู "นคร มงคลายน" ราชาเพลงแปลงของเมืองไทย ที่เมื่อแต่งเพลงลูกกรุงให้ผู้อื่นร้อง ก็สามารถประพันธ์ได้อย่างไพเราะและประทับใจจนเป็นที่นิยมของผู้ฟังจำนวนมาก หลายเพลงได้กลายมาเป็นเพลงยอดนิยมจนกระทั่งเป็นเพลงอมตะในที่สุด อย่างเช่นเพลง บางปะกง ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ร้องได้อย่างไพเราะจนอยากฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเพลง "น้ำตกสาลิกา" ที่คุณชรินทร์ นันทนาคร ร้องไว้จนเป็นที่นิยมฟังของนักฟังเพลงจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งเพลง แหลมสน ซึ่งอยู่ที่หาดสมิหรา จังหวัดสงขลา แดนดินถิ่นเกิดของ "แจน" เจ้าของบ้านแจนฯ แห่งนี้ที่หลายคนมีความสุขจากบ้านนี้ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะที่หาฟังได้ไม่ ง่ายนักในยุคนี้

This entry was posted in ความบันเทิง. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s