พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ โดย ดร.วิษณุ เครืองาม

ในฐานะที่ทำงานอยู่ในทำเนียบรัฐบาลโดยหน้าที่ต่างๆกันถึง 15 ปี ผมขอยืนยันว่าพระองค์ทรงมีมาตรฐานเดียวโดยตลอด จะต่างกันก็ที่โอกาส เช่น คณะรัฐมนตรีบางคณะเข้ามาในช่วงที่ทรงพระประชวร บางคณะมีราชการงานเมืองต้องเข้าเฝ้าฯ ขอ พระราชทานมหากรุณาบ่อยหรือห่างตามเหตุการณ์ ในการมีพระราชดำริ พระราชดำรัส และการทรงงานใดๆ ไม่มีเลยสักเรื่องที่จะแสดงว่าทรงรับเอาประโยชน์ส่วนพระองค์แม้พสกนิกรจะเต็มใจถวาย สมัย จอมพลถนอมเป็นนายกฯ คราวหนึ่งประจวบโอกาสครองราชย์ครอบ 25 ปี (พ.ศ. 2514) รัฐบาลจะสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์และถาวรวัตถุใหญ่โต “ ที่สุดในประเทศ ” ถวาย รับสั่งว่า “สิ้นเปลืองและไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สร้างถนนกันรถติดดีกว่า” นี่คือที่มาของ “ถนนรัชดาภิเษก” สมัยคุณ บรรหารเป็นนายกฯ เคยกราบบังคมทูลว่า จะสร้างทาวเวอร์หรือหอคอยสูงใหญ่ข้างสะพานพระราม 9 ใช้เป็นหอดูวิว หอโทรคมนาคม และเฉลิมพระเกียรติ รับสั่งว่า “เทคโนโลยีสมัยนี้ไม่ต้องสร้างหอโทรคมนาคมและเปลืองเงินเปล่าๆ ” นายกฯคนหนึ่งเคยกราบบังคมทูลถามว่า ที่ พระอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรฯ หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น ตอนพลบค่ำคนมักมาจุดประทัดแก้บน บางทีก็ยิง ปืนสนั่นหวั่นไหว ดังรบกวนมาถึงสวนจิตรฯ หรือไม่ รับสั่งว่า “อยู่ที่หลักการว่าทำอย่างนั้นผิดกฎหมายไหม ถ้าผิดก็ต้องห้าม แต่ถ้าเป็นเสรีภาพก็ต้องปล่อยไป รำคาญหนวกหูก็ต้องทน อย่าใช้มาตรฐานสวนจิตรฯ หรือทำเนียบรัฐบาลมาตัดสิน ” สมัยนายกฯทักษิณ เคยกราบบังคมทูลว่า เมื่อประทับรักษาพระองค์ที่วังไกลกังวลอย่างนี้ รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สำนักพระราชวังปรับปรุงวังไกลกังวล ให้สะดวกสบายสมกับที่จะใช้เป็นที่ประทับยาวนาน รวมทั้งจะปรับปรุงโรงพยาบาลหัวหินให้ทันสมัยพร้อมทุกประการ รับ สั่งว่า การปรับปรุงโรงพยาบาลเป็นประโยชน์แก่ทุกคนถ้ามีงบก็ควรทำ แต่การปรับปรุงวังไกลกังวลเป็นเรื่องพระสำราญ “ แค่นี้ก็พออยู่พอเพียงแล้ว ” รัฐบาลหลายคณะ เคยออกกฎหมายที่มุ่งจะเฉลิมพระเกียรติเช่นมีคำว่า “ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ” มี พระราชกระแสให้รัฐบาลนำกลับไปปรับปรุงเพราะ “ ไม่อาจทรงสถาปนาพระองค์เองได้ ” เช่นเดียวกับที่ใน พ.ศ. 2512 ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธย ในร่างพระราชบัญญัติยศทหารซึ่งถวายพระยศ ทางทหารเป็น จอมพล จนร่างพระราชบัญญัตินั้นตกไปเองในที่สุด รัชกาล นี้ทรงลงพระปรมาภิไธยตรากฎหมายมาแล้ว ทั้งที่เป็นพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกานับหมื่นฉบับ ทรงวินิจฉัยฎีกานักโทษ ฎีการ้องทุกข์ขอพระราชทานความเป็นธรรมอีกหลายพันราย บางรายขอพระราชทานยืมเงิน บางรายขอความเป็นธรรมเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย ราย หนึ่งพ่อตาย ลูกชายบวชหน้าไฟให้พ่อ อยู่มาก็ไม่ยอมสึก แม่มีลูกชายคนเดียวทำหนังสือถวายฎีกาว่าเดือดร้อนหนัก ขอพระมหากรุณาให้ลูกสึกมาช่วยเลี้ยงแม่เถิด โปรดให้ตรวจสอบแล้วมีพระราชกระแสว่า แท้จริงแม่ไม่ได้อยากให้ลูกสึก แต่ปัญหาคือแม่ลำบากยากจน จึงโปรดให้กรมประชาสงเคราะห์เข้าไปช่วยดูแล สอนอาชีพให้และหาเครื่องมือทำมาหากินไปให้แม่ ลงท้ายแม่ก็ทำมาหากินได้ ส่วนลูกก็อยู่ไปจนเป็นสมภาร พระ บาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวฯ ทรงสงเคราะห์ทั้งส่วนรวมและพระองค์เองเพื่อจะได้มีพระอนามัยดี ทรงงานเพื่อส่วนรวมต่อไป จึงทรงดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ ทรงเล่นคอมพิวเตอร์ ทรงฉายภาพ ทรงกีฬา ทรงวาดรูป ปั้นรูป ทรงงานไม้งานช่าง จะทรงจับงานด้านใดก็ทรงทำได้ดี ที่คนไม่ใคร่ทราบคือ ทรงสนพระราชหฤทัยเป็นพิเศษในเรื่องภาษาไทย การศึกษา ระบบสิ่งแวดล้อม การสาธารณสุข และพุทธศาสนา ส่วนที่ทรงพระปรีชาทางดิน น้ำ ระบบระบายน้ำ และการแก้ปัญหาจราจรนั้นเป็นที่ทราบทั่วไปอยู่แล้ว เมื่อครั้งยังเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ผมเคยได้รับพระมหากรุณาพระราชทานคำแนะนำเรื่องการใช้ถ้อยคำภาษาไทยหลายหน ครั้งหนึ่งได้ถวาย “ รายชื่อ ” บุคคลให้ทรงแต่งตั้ง รับสั่งถามว่า ตั้งกี่คน ผมกราบบังคมทูลว่าคนเดียว ตรัสว่าคนเดียวเรียกว่า “ ชื่อ ” ถ้า “ ราย ชื่อ ” ต้องหลายคน อีกคราวหนึ่ง มีหนังสือกราบบังคมทูลว่า “ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมมาเพื่อทรงพิจารณา ” ทรงพระสรวลตรัสว่า “ ถ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมก็อยู่บน กระหม่อมยังไม่ถึงฉัน ถ้าจะให้ถึงฉัน ต้องทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายมาเพื่อทรงพิจารณา ” ในทางพระพุทธศาสนาก็ปรากฎว่าทรงรอบรู้ทั้งในทางปฎิบัติและปริยัติ ทรงรู้จักพระเป็นอันมาก เมื่อตรัสถึงเหตุการณ์ครั้งใดจะทรงย้อนไปถึงเรื่องราวครั้งเก่าก่อน เช่น “ ครั้งสมเด็จพระสังฆราชยังเป็นพระญาณวราภรณ์ ” “ ครั้นเจ้าคุณประยุทธยังเป็นพระราชวรมุนี ” และเคยตรัสเล่าเรื่องราวความเป็นอัคร ศาสนูปถัมภก ว่า ต้องทรงอุปถัมภ์ และคุ้มครองทุกศาสนา โดยไม่เลือกปฎิบัติ ทรงเล่าพระราชทานว่า ครั้งหนึ่งควีนจากประเทศหนึ่งทูลถามว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าแล้วชาวพุทธนับถืออะไรกัน เหตุใดไม่ยกพระพุทธเจ้าเป็น god เสียเลย ได้ทรงตอบว่า พุทธศาสนานับถือ “ ธรรม ” เรานับถือธรรมยิ่งกว่าพระพุทธเจ้าเสียอีก เพราะธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก และได้ตรัสเล่าต่อไปว่า แม้ศาสนาอื่นก็ยังต้องทรงอุปถัมภ์ ฉะนั้นในฝ่ายพุทธศาสนาขอให้ทุกคนวางใจเถิดว่า จะเป็น เถรวาท มหายาน รามัญนิกาย มหานิกาย ธรรมยุต ก็ต้องทรงคุ้มครองและพระราชทานความเป็นธรรมเสมอกัน รัชกาลที่ 5 นั้น อะไรที่ไม่เคยมีและไม่มีคนไทยคนใดนึกว่าชีวิตนี้จะมี แต่ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานให้มีขึ้นเป็นขึ้นทั่วถ้วน เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล รถไฟ ไปรษณีย์ เลิกทาส จนคนรุ่นก่อนหน้านั้นต้องคิดว่าเหลือเชื่อ แต่ รัชกาลที่ 9 นั้น อะไรที่ควรจะมี ควรจะคิดออก ควรจะทำเป็นนานแล้ว แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ใคร่คิดไม่ใคร่ทำ ก็ทรงบันดาลหรือวางรากฐานให้มีให้เป็นขึ้น เช่น เขื่อน ฝาย ประตูระบายน้ำ ถนน สะพาน การสงเคราะห์คนเป็นโรคเรื้อน คนประสบภัยธรรมชาติ การแก้ปัญหาจราจร การเพิ่มผลผลิตการเกษตร การแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาพลังงาน สมัยผมเป็นเลขาธิการ ครม. ต้องทูลเกล้าฯถวายเอกสารใส่ซองขนาดใหญ่สีขาว เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย รับสั่งต่อไป หน้าซองไม่ต้องเขียนเลขที่หนังสือ จะได้หมุนเวียนกลับลงมาใช้หลายหน ไม่ต้องทิ้ง แม้แต่เรืองเล็กๆ ก็ควรประหยัด เวลาร่างกฎหมายโปรดให้ถวายปะหน้า 2 แผ่น เผื่อว่าทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วหมึกซึมเลอะ จะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องรอถวายใหม่ เวลาตั้งรัฐมนตรีใหม่จะต้องเข้า เฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฎิญาณ จะตรัสว่าให้รีบมาจะได้รีบไปทำงานไม่ต้องห่วงว่าติดเสาร์อาทิตย์ ประเทศไทยพระเจ้าแผ่นดินไม่มีวันหยุดราชการ พระมหากรุณาธิคุณปานนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก เจ้าประคุณเอ๋ย! ปี 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีสวรรคต ลองคิดดูว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จะทรงวิปโยคขนาดไหน เสด็จไปทรงสดับพระพิธีธรรมที่พระที่นั่งดุสิตฯ ทุกราตรี แต่ทราบกันบ้างหรือไม่ว่าพอพระสวดจบ เสด็จลงมาประทับที่พระที่นั่งราชกรัณยสภาใกล้ๆกัน พระราชทานคำแนะนำการแก้ปัญหาจราจรแทบทุกคืน ปี 2553 อยู่ระหว่างประชวรประทับในโรงพยาบาล พระราชกรณียกิจอื่นภายนอกโรงพยาบาลทรงงดเสียเกือบสิ้น แต่การเสด็จไปเปิดประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ทอดพระเนตรโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมและเปิดสะพานระบายการจราจรเพื่อพสกนิกรของ พระองค์ เป็นเรื่องที่ทรงถือเป็นกิจสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเป็นยอดแห่งผู้อดทน อดกลั้น ในการประกอบพระราชกรณียกิจนั้นย่อมมีทั้งร้อนทั้งหนาวยาวนานและน่าเหนื่อย หนัก ดูเอาจากการพระราชทานปริญญาบัตรเถิด แม้แต่ที่ต้องทรงอดกลั้นด้วยขันติบารมีในคำจ้วงจาบหรือระคายเคืองเบื้องพระ ยุคลบาทอีกไม่รู้เท่าไร อย่าลืมว่า พระชนมพรรษา 83 แล้ว ทรงงานมา 64 ปีแล้ว ดะไลลามะเคยพูดว่า “ใครอย่ามาชมตัวท่านเลยว่าเป็นยอดคน ไปดูที่พระเจ้าแผ่นดินเมืองไทยเถิด ” ผม เคยไปเฝ้าฯ เจ้าชายจิกมี กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฎาน ตรัสว่า “กษัตริย์ของท่านเป็นแบบอย่างของข้าพเจ้าในการจะครองราชย์ให้คนรัก ” สุลต่านบรูไนที่ เป็นผู้แทนกษัตริย์ 25 ประเทศ ถวายพระพรในคราวฉลองการครองราชย์สมบัติครบ 60 ปี เมื่อ พ.ศ. 2549 เคยทูลว่า การครองราชย์นานถึง 60 ปีเป็นเพียงตัวเลข สำคัญอยู่ที่ว่า 60 ปีนั้นได้ทำอะไร “ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ฝ่าพระบาททรงทำทุกอย่างตลอด 60 ปี ให้เป็นประโยชน์ต่อชาวไทย ชาวเอเซีย และชาวโลก วาระนี้จึงทรงเป็นความภาคภูมิใจของบรรดาพระราชามหากษัตริย์ทั้งปวงโดยทั่ว กัน ” เมื่อวันเฉลิมพระชนมพรรษาปี 2552 มีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า “ความสุขความสวัสดีของ พระองค์จะมีได้ก็ด้วยการที่บ้านเมืองมีความเรียบร้อย” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์นี้มีแต่ทรงให้พวกเรามาตลอด แต่พระราชดำรัสนี้มีนัยเป็นทั้งสิ่งที่ “ ทรงหวัง ” “ ทรงบอกให้รู้ ” และ ” ทรงขอ ” ซึ่งน่าจะทรงประสงค์ยิ่งกว่าคำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ ” ไหนว่า ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย แล้ว เรื่องอย่างนี้เราคนไทยจะพร้อมใจกันจัดถวายได้ไหมครับ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

Posted in Uncategorized | Leave a comment

Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Posted in Uncategorized | 1 Comment

นคร มงคลายน

"ครูนคร มงคลายน" ครูเพลงผู้อยู่ในหัวใจมานานแล้ว  ในฐานะที่ผมเป็นผู้ร้องขอให้เปิดกระทู้นี้(ตรงกับเจ้าของบ้านด้วย)ก็อยากจะ หาอะไรต่อมิอะไรมาใส่มาบันทึกไว้  ไม่อยากให้กระทู้นี้โหวงเหวงหรือโหรงเหรง ประการสำคัญคือ อยากให้สมาชิกได้รับรู้เรื่องราวของ "ครูนคร" มากขึ้น  เพราะชีวิตของท่านมีเรื่องราวมากมายที่ล้วนน่ารู้ น่าศึกษา น่าสนใจ ทั้งๆที่ในวัยเด็กนั้น ความสนใจในการเรียนของท่าน ถ้าเป็นยุคนี้ก็คงจะเรียกว่า "ไม่เอาแก้ส" ก็น่าจะได้ คือหนีเรียนประจำ มิหนำซ้ำ เวลาอยู่ในห้องเรียนก็ชวนเพื่อน ๆ คุยซะงั้นแหละ  คือไม่สนใจการเรียนเลย ว่างั้นเถอะ
     ที่น่าสนใจ  คือ ครูนครถือเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับครูใหญ่ นภายน  ผู้ที่กล่าวได้ว่าเป็นห้องสมุดเคลื่อนที่ของวงการเพลงและบันเทิงที่ยิ่ง ใหญ่
 ผู้ล่วงลับไปเมื่อปีที่ผ่านมา คบหากันมานาน เคยไปร่วมงานกันมานับครั้งไม่ถ้วน
     มาดูชีวประวัติกันก่อนก็แล้วกัน จะได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในบ้านนี้ ซึ่งอาจจะมีประโยชน์สำหรับการค้นคว้าของผู้สนใจ
     ครูนคร  มงคลายน เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๔๖๘  ในย่านบางรัก  พระนคร บิดาเป็นชาวจีนชื่อ นายบ๊วยอุ่ยดี้ แซ่จิว  มารดาชื่อ
นางนวม มงคลายน (สู่สวัสดิ์)  ที่บ้านมีอาชีพทำโรงยาฝิ่น
     ครูนคร  มงคลายน จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษารุ่นโตโจ (ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ )  เคยหันเหชีวิตไปเล่นละครเร่อยู่หลายปี  จากนั้นก็เริ่มหันมาเล่นตลกละครเวที แต่งเพลง ร้องเพลงแปลง เต้นรำ  เนื่องจากครูนครเป็นคนที่มีอารมณ์ดี สนุกสนานเฮฮา จึงมีเพื่อนฝูงมากและทุกคนต่างรักครูนครทั้งนั้น  ในด้านแต่งเพลง ครูนครมีความสามารถแต่งเพลงได้หลายแนว  ตัวเองก็นิยมร้องเพลงตลก หากเป็นแนวอื่นก็แต่งให้นักร้องชื่อดังในขณะนั้นร้อง อย่างเช่น สุเทพ วงศ์กำแหง  เพ้ญศรี พุ่มชูศรี   สวลี ผกาพันธ์  ชาญ เย็นแข  จินตนา สุขสถิตย์ เป็นต้น
      ครูนคร  มงคลายนมีความสามารถ ในด้านการเต้นรำอย่างมาก เคยได้รับรางวัลในการเต้นรำถึง ๓ ปีซ้อน โดยเฉพาะการเต้นจิ๊ตเตอร์บั๊ก หรือ ร๊อค เอน โรลล์  ในเวลาต่อมาได้ตั้งวงดนตรีเป็นของตนเอง เดินสายเล่นตามต่างจังหวัดจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป บางคราวก็จัดประกวดร้องเพลงตามแหล่งบันเทิงต่างๆ  อาทิ โรงภาพยนตร์พัฒนากร บางช่วงก็ไปร้องเพลงตามไนท์คลับทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ต่อมาได้ไปจัดรายการวิทยุที่สถานีวิทยุ ว.พ.ท. และ อสมท คลื่น ๑๑๔๓ กิโลเฮิร์ทซ์ ชื่อรายการว่า "หนุ่มน้อยฝอยข่าว" สร้างชื่อเสียงให้แก่ครูนคร มงคลายน มากเพราะผู้ฟังต่างชื่นชอบในการพูดคุยเรื่องข่าวชาวบ้านที่มีมุขตลกผสมผสาน ไปด้วยตามถนัด
      ในเวลาต่อมาครูนครเริ่มเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์ โดยรวมกลุ่มกับคนรักรถที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งเป็นพิธีกรไปพร้อมๆกัน เป็นระยะเวลาหลายปีควบคู่ไปกับการจัดรายการวิทยุ ภายหลังเมื่อมีปัญหาด้านสุขภาพที่สะสมมาเป็นเวลานานจากการสูบบุหรี่ จึงต้องพักรักษาตัวแต่ก็มิได้ทิ้งงานด้านแต่งเพลง การเขียนหนังสือในคอลัมน์ต่างๆ รวมทั้งในนิตยสาร
      ชีวิตครอบครัว ครูนครได้สมรสกับคุณบุญชัย มงคลายน(แมรี) ภายหลังจากที่คุณแมรีเสียชีวิต ท่านได้มาพบและแต่งงานกับคุณนวรัตน์ วีรเสนีย์  และได้รับอุปการะบุตรบุญธรรม ๔ คน คือ
       ๑.คุณมัทนา จุลินรักษ์ ๒.คุณมาลัยวัลย์  มงคลายน ๓. คุณยอดลักษณ์  โพธิ์ดี  ๔. คุณธัญลักษณ์ พีระสวัสดิ์
      เนื่องจากครูนคร เป็นโรคหอบ โรคถุงลมโป่งพอง โรคตับ  ทำให้ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลเป็นประจำ จนกระทั่งในที่สุดได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒  รวมอายุ ๗๔ ปีเท่านั้น ท่ามกลางความอาลัยและเสียดายของเพื่อนฝูงในวงการตลอดจนผู้ที่รักในความ สามารถอันสูงล้นของครูเพลงชื่อดังผู้นี้ที่มีนามว่า นคร  มงคลายน

 ครูนครเคยเล่าให้ฟังว่า
 "ผมเกิดมาเพื่อร้องรำทำเพลง   บางคนเขาก็ร้องอย่างเดียว  เพราะรำไม่เป็น แต่ผมร้องได้ รำได้ แต่งเพลงก็ได้ หรือเล่นดนตรี ผมก็ทำได้  คนดูเมื่อก่อนนี้ไม่ใช่พวกชอบชักดิ้นชักงอเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่ถ้าจะชักดิ้นชักงอก็ชักไม่เท่าผม เพราะผมเป็นแชมป์ร็อคเอนโรลล์แห่งประเทศไทยเสียด้วย เกิดเป็นคนจับฉ่ายอะไรได้ทั้งนั้น เมื่อไม่มีตลก ผมยืนเล่นตลกก็ยังได้"
 นคร มงคลายน เป็นศิลปินที่หากินมารุ่นราวคราวเดียวกับครูพยงค์ มุกดา  อายุอานามก็ใกล้เคียงกัน พูดถึงความสามารถเฉพาะตัว สมัยก่อนยากจะหาใครมาทัดเทียม หรือแม้แต่สมัยนี้จะหาศิลปินที่มีทุกอย่างในตัวคนเดียวก็ใช่จะหาได้ง่าย  มองแทบไม่เห็นเอาซะเลย
ย้อนกลับไปเมื่อ ๔๐ – ๕๐ ปีก่อน (ย้อนไปไกลอีกแล้ว) ช่วงที่โรงหนังในกรุงเทพนิยมนำวงดนตรีมาแสดงสลับฉากกับการฉายหนังเพื่อดึง ดูดคนดูให้เข้ามาชมกันมากๆ  ครูนคร มงคลายน ก็เป็นศิลปินอีกคนหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ในยุคนั้น
 และเมื่อมองไปที่ศาลาเฉลิมบุรี ซึ่งอยู่ใกล้กับวงเวียนโอเดียนในขณะนั้น (ปัจจุบันรื้อทิ้งสร้างเป็นประตูเฉลิมพระเกียรติ) ซึ่งบริเวณใกล้ๆกันนั้น ก็มีโรงหนังโอเดียน ซึ่งก็เป็นแหล่งทำมาหากินของนักร้องนักแสดงจำนนมากในยุคนั้น(อีกแล้วครับ ท่าน) ต่อมาเปลี่ยนเป็นนิวโอเดียน ล่าสุดทุบทิ้งซะเลย กลายเป็นอาคารค้าขายไปแล้ว
๓ คนดังในวงการเพลงขณะนั้น คือ ครูนคร มงคลายน   ครูพยงค์  มุกดา และครูสมยศ  ทัศนพันธุ์  ก็ผูกขาดการแสดงที่ศาลาเฉลิมบุรีเป็นประจำ  โดยทั้ง ๓ คนนี้หากินด้วยกัน  แม้จะต่างวงต่างคณะ  แต่มาเล่นบนเวทีเดียวกัน ห้วงเวลาเดียวกัน   โดยครูนคร มงคลายน เล่าให้ฟังว่า  พยงค์ สมยศ และตนเองตกลงกันว่า เวลาเจ้าของหนังมาเจอใครก่อน ก็ให้นักร้องคนนั้นรัยงานแสดง เช่น เจอพงค์ก็ให้พยงค์รับงาน เวลาประกาศก็บอกว่า เป็นคณะพยงค์ มุกดา  นำโดย พยงค์ นคร สมยศ ถ้าเผื่อเข้าของหนังเจอสมยศก่อน สมยศรับงานเป็นคณะสมยศ นำโดย สมยศ นคร พยงค์  ถ้าเจ้าของหนังมาเจอนคร ก็จะเป็นคณะนคร  นำโดย นคร  พยงค์  สมยศ  แสดงเสร็จก็จ่ายค่าตัวแบ่งกัน
   "พวกเราผลัดกันเป็นหัวหน้า พอใครเป็นหัวหน้าคณะอีกสองคนมาเป็นลูกน้อง แล้วใช้นักร้องของคณะนั้น เช่น คณะของผมก็ใช้ลูกศิษย์ผม แล้วก็พยงค์  มุกดา สมยศมารวม คณะสมยศเขาก็ใช้ลูกศิษย์เขา เช่น พีระ ตรีบุปผา ชาญชัย บัวบังศร แล้วมีผมกับพยงค์ไปร่วม  ส่วนคณะพยงค์ ก็มีลูกศิษย์ของพยงค์ เช่น ผ่องศรี วรนุช สมศรี ม่วงศรเขียว  ศรีสอางค์ ตรีเนตร นักร้องกองทัพเรือ แล้วมีผมกับสมยศไปร่วมด้วย"
   เห็นหรือยังครับกับการช่วยกันทำมาหากินของ ๓ ศิลปินดังในยุคนั้น  เพราะฉะนั้นเรื่องไม่มีงานแสดงเป็นไม่มี   และในขณะที่หลายคนร้องเอาน้ำเสียงเป็นจุดเด่น แต่ครูนคร มงคลายน กลับฉีกแนวออกไปเพื่อไม่ให้ซ้ำกับคนอื่น โดยร้องแต่เพลงตลก เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
 "…ครวญคิดพินิจให้ดี  ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม  โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน…"
เมื่อเพลง "ค่าน้ำนม"จากต้นตำรับร้องจบ "ค่าน้ำนม" ฉบับแปลงของครูนคร มงคลายน ก็ขึ้นทันทีว่า
"…ครวญคิดพินิจยิ่งเพลีย กระป๋องนมของเมีย บางทีก็มีกลิ่นฉุน…"  เรียกเสียงฮากันลั่นโรง
หรือบางคราวที่สุเทพ ร้องเพลง จงรัก "โปรดอย่าถาม ว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต…" 
ครูนครก็จะนำมาแปลงเสียใหม่เป็น "โปรดอย่าถามว่าฉันเป็นใครเมื่อในอดีต ฉันบอกก็ได้ อดีตฉันเป็นแมงดา…"  คิดดูแล้วกันว่าจะมีเสียงฮาจากผู้ชมหรือไม่?
 "ลักษณะของผมจะร้องเพลงแปลงทันทีเมื่อเจ้าตัวร้องจบ จะได้รู้ว่าเราแปลงจากเพลงไหน ไม่ใช่จบไปแล้ว เลิกไปแล้ว เราโผล่มาทีหลัง ออกมาเป็นแผ่นเสียงทีหลัง  อย่างนี้ผมไม่ทำ  ผมต้องต่อกันเดี๋ยวนั้นเลย  ถึงจะทันการณ์และทันกิน  ซึ่งก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะได้" 
        นอกจากนี้  ครูนครยังแปลงเพลง"ช่างร้ายเหลือ"ที่ วงจันทร์ ไพโรจน์ ขับร้อง  อันเป็นผลงานการประพันธ์ของครูมงคล อมาตยกุล  เป็นเพลง "ช่างเร็วเหลือ" เพื่อเป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพครูมงคล อมาตยกุลในวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๓๓  ณ วัดมกุฏกษัตริยารามอีกด้วย
        ลองมาดูถึงความสามารถในการแปลงเพลงของ "ครูนคร" ในวาระสุดท้ายของเพื่อนสนิทที่ชื่อ "ครูมงคล  อมาตยกุล"
           
                       ช่างเร็วเหลือล้นคนดีๆมิควรตายไว 
                       ช่างเร็วเหลือใจ ไฉนคนเลวจึงมิควรตายเร็วบ้าง
                       สุดแสนเสียดายครูมงคลมิควรวายวาง
                       แต่จนหนทางจะฝืนชะตาที่พระพรหมขีดไว้
                       โศกประหนึ่งทุกข์ตราตรึงสุดห้ามความคิดถึงได้
                       คำจากปากแต่ออกจากใจอันแสนหมองหม่น
                       พวกเราขอเชิญดวงวิญญาณของครูมงคล
                       ล่องลอยถึงบนสวรรค์เมืองแมนแดนฟ้าเป็นที่เนา

ไม่เพียงแต่เพลงไทยเท่านั้นที่ครูนคร มงคลายน แปลงเพลงของเขาเพื่อสร้างอรรถรสไปอีกแนวหนึ่ง แม้เพลงฝรั่งก็แปลงมาเป็นเนื้อไทย ซึ่งมีอยู่หลายเพลง  อย่างเพลง จิงเกล เบล   ยัว ชีทติ้ง ฮาร์ท   มาย ทรูลี ทรูลี แฟร์  และอีกหลายเพลงฮิตติดอันดับในขณะนั้น
     พูดถึงเพลงแปลงแล้ว ผมอยากให้ท่านได้ดูเพลงแปลงที่มาจากเพลงยอดฮิตของ กาย มิทเชล (GUY MITCHEL) ที่ชื่อ MY TRUELY TRUELY FAIR หรือชื่อที่ครูนครตั้งไว้ คือ "อยากกินกาแฟ " ซึ่งโด่งดังมาก เพราะเมื่อผมยังเด็กๆ ก็ได้ยินบ่อยเพลงนี้บ่อยมาก

     (สร้อย) ตื่นก็กินกาแฟ  เที่ยงก็กินกาแฟ ถึงตอนเย็นก็กินกาแฟ 
              กลางคืนก็กินกาแฟ  เช้ากินกาแฟ วันยังค่ำต้องกินกาแฟ

              อยากจะกินกาแฟทีไร เจ๊กไม่ชงให้กิน 
              เดือนที่แล้วยังไม่เฉ่งบิล ต้องงดกินกาแฟ (สร้อย)

              ไม่มีเงินจะกินกาแฟ เลยต้องกินแต่น้ำ
              ไม่ว่าเช้าหรือไม่ว่าค่ำ  ดื่มน้ำแทนกาแฟ (สร้อย)

ผมได้นำเรื่องราวของ "ครูนคร มงคลายน" มาเสนอพอสมควร  หลายท่านคงเห็นแล้วว่า "ครูนคร"  มีความสามารถหลายด้าน  นอกจากแต่งเพลงแปลง เพลงโฆษณาสินค้า  เล่นตลก  เล่นดนตรี เป็นหัวหน้าวงดนตรีแล้ว ครูนคร ยังมีความสามารถแต่งเพลงลูกกรุงได้ไพเราะมาก จนหลายคนไม่คาดคิดว่าจะเป็นไปได้  แต่ก็เป็นไปแล้ว และแต่งได้ดีด้วยสิ  โดยเฉพาะการแต่งเพลงเป็นที่ระลึกให้กับสถานที่ต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายเพลง  และหลายเพลงก็เป็นเพลงอมตะที่ยืนยงและยืนยาวมาจนถึงวันนี้
เพลง "บางปะกง" ถือได้ว่าอยู่ใกล้บ้านผมมาก เพราะ "บ้านบึง" กับ "บางปะกง" ถือเป็นพี่ๆน้องๆกัน เนื่องจากมีตัว "บ" นำหน้าเหมือนกัน (ฮา) เวลามากรุงเทพก็ต้องผ่านแม่น้ำสายนี้ที่มีความสำคัญ กับชาวบ้านมาก
 เพลงนี้ ครูนครใช้เวลาเพียงคืนเดียว  ไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาสักกี่ชั่วโมง เพราะไม่เคยได้ถาม  แต่คิดว่าคงไม่นาน เพราะปกติครูนครก็แต่งเพลงได้เร็วอยู่แล้ว  ดูเพลงแปลงสิ  เพียงนักร้องร้องจบเพลง ก็สามารถมาร้องเพลงแปลงได้แล้ว  เพราะมีความรู้ในเรื่องของกาพย์ กลอนดีมาก ทั้งๆที่เวลาเรียนหนังสือ  ก็โดดร่มอยู่เรื่อย แสดงถึงความสนใจในเรื่องนี้มาก
 สำหรับสาเหตุที่แต่งเพลง "บางปะกง"  นั้น ก็เนื่องมาจากคราวที่ครูนคร มงคลายน นำวงดนตรีไปเปิดการแสดงที่โรงหนังแห่งหนึ่งใน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา หรือที่หลายคนเรียกว่า "แปดริ้ว"  วันแรกๆ นั้นมีคนชมกันแน่น เพราะรอคอยมาหลายวัน แต่วันต่อๆมา ผู้คนชักน้อยลง ๆ ๆ  จน  "ครูนคร"  คิดว่าคงจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเรียกคนดูให้ได้
 เรื่องนี้  "ครูนคร"  เคยเล่าให้ฟังว่า
     "ผมไปเล่นที่ฉะเชิงเทรา คิดว่าพรุ่งนี้อยากให้คนดูมากันแน่น ผมก็เลยประกาศไปว่า รู้สึกดีใจที่ชาวบางปะกง ชาวแปดริ้วมาให้เกียรติผม มาต้อนรับผม เพราะฉะนั้น ผมจะตอบแทนบุญคุณพี่น้องชาวแปดริ้ว บางปะกงด้วยการแต่งเพลงให้ชาวบางปะกงเป็นที่ระลึกหนึ่งเพลง พรุ่งนี้ขอให้พี่น้องมาฟังมาดูว่าจะชื่นชอบไหม"
วันนั้นหลังจากเลิกการแสดง "ครูนคร" กลับถึงโรงแรมก็นั่งแต่งเพลงกลางดึกคืนนั้นทันที 
 "สมัยนั้น จ.ฉะเชิงเทราใช้ไฟตรงหรือที่เรียกว่าไฟดีซี ไม่เหมือนไฟสลับ   ไฟตรงมันมืด ในห้องที่โรงแรมแขวนหลอดไฟฟ้ารูปร่างเหมือนกับไข่ไก่ไว้ลูกหนึ่ง สมัยนั้นผมยังหนุ่ม ตายังดี เขียนริมแม่น้ำ โรงแรมนั้นยังอยู่  ผมแต่งริมฝั่งบางปะกงจริงๆ พอคืนรุ่งขึ้นผู้คนมากันแน่นเลย  อยากฟังเพลงที่ผมแต่งเพื่อชาวแปดริ้ว เมื่อผมออกไปร้อง บรรดาผู้ชมต่างปรบมือหลังจากจบเพลง "บางปะกง" ด้วยความชอบใจ"
นี่คือเบื้องหลังที่มาของเพลง "บางปะกง"  ที่น่าจะเชื่อถือได้ เพราะถอดความจากการสัมภาษณ์และลงพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๓๗ มาแล้ว
 ในช่วงที่ ร.ต.กิตติ ประทุมแก้ว เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา  ได้มาติดต่อขออนุญาตนำเพลง "บางปะกง" ไปเป็นเพลงประจำจังหวัด ซึ่ง "ครูนคร มงคลายน" ไม่เพียงไม่ขัดข้อง หากยังรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างสูง พร้อมกันนั้นได้จัดพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณที่โรงแรมบางปะกง โดยมี พล.อ.ประหยัด ดิษยะศริน เป็นผู้มอบ
เมื่อกโลบายดึงคนดูด้วยวิธีแต่งเพลงเป็น ศักดิ์ศรีแห่งจังหวัดฉะเชิงเทราได้ผล  ครูนคร มงคลายน ก็เลยนำไปใช้ที่อื่นๆ ด้วย
         "ผมไปเล่นที่นครนายก ผมก็บอกว่า พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงให้ชาวนครนายก ๑ เพลง  คืนนั้นผมแต่งเพลง น้ำตกสาลิกา  พอรุ่งขึ้นก็ร้องเพลงตามสัญญา ปรากฏว่าได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมจำนวนมาก ต่อมาผมไปแสดงที่จังหวัดสงขลา ผมเอา ๓ วันเลย  วันแรกคนมาแน่นตึง ผมประกาศ พรุ่งนี้ผมจะแต่งเพลงเป็นที่ระลึกสำหรับพี่น้องชาวสงขลา ผมได้แต่งเพลง  คืนหนึ่งเดือนหงาย ริมหาดทรายชายทะเลสงขลา  สุเทพ วงศ์กำแหง ร้อง  คืนที่สามต้องจบแล้ว หาอะไรมานำเสนอดีล่ะ ผมประกาศจะแต่งเพลง แหลมสน ให้ชาวสงขลาอีกเพลงหนึ่ง…  แหลมสนเมื่อคราจวนค่ำ  ปรากฏว่าวันที่สามคนดูก็แน่นอีก  เจ้าของโรงหนังถามผมว่า นคร พรุงนี้จะ แต่งเพลงอะไรอีก  ผมรู้ว่าเขาพูดเล่น เพราะว่าวันที่สี่นั้นมีหนังเรื่องใหญ่เข้าฉาย…"
ครูนคร มงคลายน บอกว่า วิธีการนี้ได้ผลดีจึงใช้เรื่อยมา  เล่นที่ภูเก็ตก็มีเพลงหาดสุรินทร์ … ฟังเสียงคลื่นและลมครวญคร่ำ  ริมฝั่งชายน้ำหาดสุรินทร์  หัวหินไม่สิ้นทราย …ธานินทร์ อินทรเทพ ขับร้อง"
นี่คือเสี้ยวชีวิตหนึ่งของครู "นคร มงคลายน" ราชาเพลงแปลงของเมืองไทย ที่เมื่อแต่งเพลงลูกกรุงให้ผู้อื่นร้อง ก็สามารถประพันธ์ได้อย่างไพเราะและประทับใจจนเป็นที่นิยมของผู้ฟังจำนวนมาก หลายเพลงได้กลายมาเป็นเพลงยอดนิยมจนกระทั่งเป็นเพลงอมตะในที่สุด อย่างเช่นเพลง บางปะกง ที่คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี ร้องได้อย่างไพเราะจนอยากฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือเพลง "น้ำตกสาลิกา" ที่คุณชรินทร์ นันทนาคร ร้องไว้จนเป็นที่นิยมฟังของนักฟังเพลงจำนวนมาก หรือแม้กระทั่งเพลง แหลมสน ซึ่งอยู่ที่หาดสมิหรา จังหวัดสงขลา แดนดินถิ่นเกิดของ "แจน" เจ้าของบ้านแจนฯ แห่งนี้ที่หลายคนมีความสุขจากบ้านนี้ด้วยเสียงเพลงอันไพเราะที่หาฟังได้ไม่ ง่ายนักในยุคนี้

Posted in ความบันเทิง | Leave a comment

คนดีต้องตาย คนร้ายอยู่

คนดีต้องตาย คนร้ายอยู่
คนมือเปล่า เข้าสู้ มือปืนเถื่อน
ชาวบ้าน
ทิ้งย่าน ปิดบ้านเรือน
ความจริง บิดเบือน เหมือนเป็นเท็จ

คนกล้า
บอกรักษา วินัยทหาร
คนหน้าด้าน ก่อการ ใกล้สำเร็จ
ปราชญ์เมธี
ซื่อบื้อ นั่งถือเคล็ด
รัฐบาล ตีนเป็ด ซื้อเวลา

กฎหมาย ไร้อำนาจ
ประกาศกร้าว
แค่เป็นข่าว ให้แย่งยื้อ ให้ซื้อหา
ประชาชน ทนไม่ไหว
พร้อมใจมา
ร้องเพลงชาติ ด้วยน้ำตา ทุกหกโมง

นักเลงเต็มถนน ค้น
กัก กั้น
นับวัน หนทาง จะร้างโล่ง
คนดีดี เจ็บตาย พ่ายคนโกง
แม้
แต่โลง ใส่ร่าง ยังถูกยื้อ

ก็นั่งรอเวลา ที่เหมาะสม
หลงเชื่อ
คารม อย่างซื่อซื่อ
หรือเพราะมี รัฐบาล กระบาลกระบือ
เรามีเพียงแค่
สองมือ จะทำอย่างไร

ก็ทำเพียง ใช้เสียง ร้องเพลงชาติ
ด้วยทระนง
องอาจ เท่าทำได้
ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติเชื้อไทย
แล้วมอบให้
แก่กบฏ ให้หมดเอย

ชูชาติ

Posted in ข่าวสารและการเมือง | Leave a comment

คุณยาย ศรีทนนชัย

หญิงชรานาง
หนึ่งถือถุงใบเขื่องเดินเข้าไปในธนาคาร

และ
กล่าวกับพนักงานที่เคาน์เตอร์ ว่าต้องการ

ฝาก
เงินสามล้านบาทแต่ขอคุยกับผู้จัดการโดยตรง

พนักงาน
เห็นว่าหญิงชรามีเงินจำนวนมาก เลยพาไปห้องผู้จัดการเมื่อไปถึง

ผู้จัดการเกิดความสงสัยว่า
หญิงชรา
ไปเอาเงินมาจากไหนเลยถามขึ้นว่า

ผู้จัดการ -
คุณยายเอาเงิน มาจากไหนมากมายครับ
?
คุณยาย -
ยายชนะพนันมาจ้ะ

ผู้จัดการ -
ยายไปพนันอะไรมาเหรอครับ
?
คุณยาย -
ก็ไม่มีอะไรมากหรอกพ่อหนุ่ม….อยากรู้ใช่ไหม
?
เรา
มาลองพนันกันก็ได้สักแสนนึง เอาไหมล่ะ
?

ว่า
ก่อนเก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ไข่ของพ่อหนุ่ม

จะ
กลายเป็นสี่เหลี่ยม

ผู้จัดการ – ฮ่าฮ่าฮ้า
ล้อเล่นน่า จะพนันกันจริงๆเหรอ
?
คุณยาย -
จริงๆซิ ยายมีเงินไม่เห็นเหรอนี่ไงตั้งสามล้าน

คุณ
ยายเปิดถุงเงินให้ผู้จัดการดู

ผู้จัดการเห็นว่า
ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ไข่ของตนจะกลาย เป็นสี่เหลี่ยมเลย

ตอบตกลงรับคำท้าและนัดแนะกั นว่าพรุ่งนี้เช้าเก้าโมงจ
ะมาพบกันอีกที

ตลอดวันนั้นผู้จัดการไม่เป็นอัน
ทำงานเฝ้าแต่คอยคลำไข ่ตัวเองว่ายังกลมๆรีๆ

อยู่
เหมือนเดิมหรือเปล่า รุ่งเช้าตื่นขึ้นมาผู้จัดการก็ไม่ลืมที่จะ

ตรวจสอบลูกน้อยทั้งสองใบว่ายังกลมอยู่เหมือนเดิมจริง ๆ
เมื่อคลำดูแล้วก็ยังกลมๆดีอยู่ ผู้จัดการเลยรู้สึก
กระหยิ่มใจว่าวันนี้รวยแน่

เวลา
เก้าโมงตรงหญิงชรามาที่ธนาคารและตรงไปที่ห้องผู้
จัดการทันทีพร้อมกับชายอีกคน

ผู้จัดการ -
สวัสดีครับคุณยาย อ้าว…พาใครมาด้วยละนี่
?
คุณ
ยาย – อ๋อ
ทนายน่ะ
ยายเห็นเงินพนันมันมากเลยพาทนายมาด้วย

ผู้
จัดการ – ฮุฮุ
คุณยายผมเสียใจด้วยนะคุณยายแพ้พนัน
ผมแล้วหละไข่ ผมยังกลมอยู่เลยนี่ไง

ว่าแล้ว
ผู้จัดการก็จัดแจงปลดกางเกงลงและเรียกให้หญิง ชรามาตรวจสอบน้องชายได้

หญิงชราจึงเดินเข้าไปแล้วก็ลูบๆคลำๆไข่ผู้จัดการ
อยู่ สักพักแล้วพูดขึ้นว่า

คุณยาย – อืมมมม
ยังกลมอยู่จริงๆ ยายยอมแพ้แล้ว

ขณะที่คุณยาย
กำลังคลำไข่ผู้จัดการอยู่นั้น…

ผู้จัดการ
เหลือบไปเห็นทนายที่มากับหญิงชรากำลังเอาหั วโขกกำแพงอย่างแรงติดๆ

กันหลายครั้ง

เลยถามคุณยายว่า

ผู้จัดการ – ยายๆ ทนายของยายเขาเป็นอะไรเหรอ ?

คุณยาย – อ๋อ เขาแพ้พนันยาย
น่ะ

ยายบอกเขาว่า
ภายในเที่ยงวันนี้ยายจะได้คลำไข่ผู้จัดการแบ็งค์ใน

office ของผู้จัดการเองเลย
ทนายเขาไม่เชื่อ
เราเลยพนันกันสองแสน….อิอิอิ………………

กำไรเห็น ๆ ….

Posted in ความบันเทิง | Leave a comment

กบฎ

สำนักนายกรัฐมนตรี

1 มิถุนายน 2504

ขอพระราชทานกราบบังคม
ทูลพระกรุณา ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราช
ทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลกรุณาเพื่อทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
ถึงพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งพระราชอาณาจักร
โดยมีบุคคลตระเตรียม และดำเนินการบ่อนทำลายความมั่งคง ของราชอาณาจักร
และราชบัลลังก์ ก่อกวนความสงบ มีแผนการอันเลวร้าย
ถึงขนาดที่จะเอาภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปรวมกับลาวภายใต้การปกครองระบอบ
คอมมิวนิสต์ เจ้าหน้าที่ได้ติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิดตลอดมา
และจับกุมผู้ก่อการร้ายได้เป็นจำนวนมาก ได้ทำการสอบสวนจนเป็นที่แน่ชัด
ปราศจากข้อสงสัย เห็นสมควรและจำเป็นที่จะต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด
เพื่อป้องกันภัยของประเทศชาติ
และเพื่อเป็นตัวอย่างยับยั้งการกระทำผิดคิดร้ายในทำนองนี้ต่อไปภายหน้า
ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยความสนับสนุนของมติคณะรัฐมนตรีเป็นเอกฉันท์
ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 17 แห่งธรรมนูญปกครองราชอาณาจักร สั่งประหารชีวิต
นายครอง จันดาวงศ์ หัวหน้าผู้ก่อการร้าย กับ นายทองพันธุ์ สุทธิมาศ
รองหัวหน้า และเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ เสร็จสิ้นไปแล้ว
ที่อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2504
ส่วนผู้ต้องหาอื่นๆ
ก็จะได้จัดการฟ้องร้องให้พิจารณาในศาลทหารตามวิธีการในระยะเวลาที่ประกาศใน
กฎอัยการศึกต่อไป

ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบทูลว่า
การวินิจฉัยตัดสินใจสั่งประหารชีวิตบุคคลทั้งสองที่กล่าวนั้น
มิได้กระทำอย่างรีบด่วน
แต่ได้กระทำภายหลังที่ได้พิจารณาแล้วโดยรอบคอบและเที่ยงธรรม
ฟังคำพยานและคำสารภาพที่ให้การโดยสมัครใจแล้วถึง 95 ปาก
ดังแจ้งอยู่ในคำแถลงของรัฐบาลแก่ประชาชน ซึ่งได้ประกาศในคืนวันที่ 31
พฤษภาคม และสำเนาคำสั่งให้ประหารชีวิต
ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานกราบบังคมทูลเกล้าฯ
ถวายมาพร้อมกับรายงานกราบบังคมทูลนี้ด้วย

เป็นที่ทราบใต้ฝ่าละออง
ธุลีพระบาทอยู่แล้ว เหตุการณ์กบฏในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนี้
ได้มีมาหลายครั้งหลายหน ทั้งในประวัติศาสตร์และในยุคสมัยใหม่ เช่น
เรื่องกบฏเจ้าอนุเวียงจันทน์ เรื่องผีบุญต่างๆ ในกาลก่อน ในชั้นหลังนี้
ก็มีเรื่อง นายเตียง ศิริขันธ์ เรื่อง นายศิลา วงศ์สิน และโดยเฉพาะตัว
นายครอง จันดาวงศ์ ที่ถูกประหารชีวิตครั้งนี้ ก็เคยต้องคำพิพากษาฐานกบฏ
ศาลลงโทษอย่างหนักถึงจำคุก 13 ปี กับ 5 เดือน

ที่เป็นเช่นนี้
ด้วยเหตุหลายประการ เช่น

1. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งราชอาณาจักร
เป็นภาคที่มีพลเมืองหนาแน่น จังหวัดโดยมากมีพลเมืองตั้งครึ่งล้าน
บางจังหวัดมากกว่า 1 ล้าน แต่ละอำเภอมีพลเมืองตั้ง 4 หรือ 5 หมื่น
จำนวนคนเกิดก็เพิ่มทวีรวดเร็วกว่าในภาคอื่น อันที่จริง
ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็มีภาษาและขนบประเพณีเช่นเดียวกับภาคเหนือ
แต่ดินแดนทางภาคเหนืออุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร
ประชาชนมีทางทำมาหาเลี้ยงชีพมาก ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น
ทางทำมาหากินแร้นแค้นกว่า

2.
ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่เคยประสบการรุกรานสู้รบอย่างรุนแรงใน
ประวัติศาสตร์เหมือนภาคอื่นๆ ในสมัยที่ประชาชนในภาคเหนือ ภาคกลาง
ตลอดถึงภาคใต้ ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน ทำการต่อสู้อย่างฉกาจฉกรรจ์
เพื่อต่อต้านการรุกรานของพม่าในอดีต
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รอดพ้นยุทธภัยอันนี้ตลอดมา
ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้มีโอกาสที่จะร่วมเป็นร่วมตายกับพี่
น้องชาวไทยทั้งหลายเพื่อประเทศชาติ เหมือนภาคอื่นๆ นิสัยเข้มแข็ง
ความเป็นนักสู้ ความรักประเทศชาติ
และความรู้สึกกลมเกลียวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในชาติไทย
จึงย่อหย่อนกว่าประชาชนในภาคอื่น มีความขวนขวายน้อย
พอใจในชีวิตที่ผ่านไปเป็นวันๆ ในลักษณะของประชาชนที่เป็นเช่นนี้
ย่อมตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่นชักจูงไปในทางที่ผิดได้ง่าย

3.
ดินแดนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นจุดล่อแหลมต่อภัยคอมมิวนิสต์มากที่สุด
เนื่องจากว่าคอมมิวนิสต์ที่ลี้ภัยในสมัยที่อินโดจีน
ต้องสู้รบกับฝรั่งเศสนั้น พากันเข้ามาพำนักอาศัย
นายโฮจิมินห์เองก็ได้มาพักพิงอยู่ในแถวถิ่นนี้เป็นเวลานาน
การเผยแพร่อบรมในลัทธิคอมมิวนิสต์ จึงได้เริ่มฝังรกรากอยู่ไม่น้อย
ในบรรดาคนที่เป็นผู้ต้องหาครั้งนี้
บางคนที่ปรากฏว่ามีการศึกษาทั่วไปเพียงเล็กน้อย ยังสามารถพูดถึงเรื่อง
Dialectic ในลัทธิคอมมิวนิสต์ ด้วยเหตุนี้
ข้าพระพุทธเจ้าจึงหวาดเกรงอยู่เสมอมาว่า
ถ้าราชอาณาจักรลาวตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์อย่างแท้จริงแล้ว
การที่คอมมิวนิสต์จะแทรกซึมเข้ามาในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจะเป็น
เรื่องที่ป้องกันได้ยากที่สุด

4. เผอิญคนพวกหนึ่ง ซึ่งร่วมภาษา
ร่วมขนบประเพณี และเกี่ยวพันทางสายโลหิตอย่างใกล้ชิด
กับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนเพียง 2 ล้าน ไม่ถึง 1 ใน 4
ของจำนวนพลเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีโอกาสเป็นราชอาณาจักร
มีพระมหากษัตริย์ มีรัฐบาล มีการปกครองเป็นอิสระ เรียกว่า "ราชอาณาจักรลาว"
ก็ย่อมเป็นช่องทางให้ผู้คิดร้ายจูงใจให้เห็นว่า คนเพียง 2 ล้านเท่านั้น
ยังเป็นอาณาจักรอิสระได้ พลเมืองลักษณะอย่างเดียวกันถึง 9
ล้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำไมจึงไม่คิดเป็นราชอาณาจักรขึ้นบ้าง
หรือรวมกันกับราชอาณาจักรลาว ด้วยเหตุนี้
ความคิดเรื่องแบ่งแยกดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมิใช่ของใหม่
แต่เป็นความคิดที่มีอยู่เสมอมา ส่วนทางดินแดนภาคเหนือ คือ เชียงราย
เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน ไม่มีเรื่องชนิดนี้

พฤติการณ์ทั้ง
หลายที่กล่าวข้างต้นนี้ รัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวข้าพระพุทธเจ้าเอง
ได้ให้คาวมสนใจในการพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพิเศษ อันที่จริง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับการทำนุบำรุงมาแล้วไม่น้อยกว่าภาคอื่น
ถ้าจะนับปริมาณถนนหนทางที่สร้างให้ก็มากกว่าภาคอื่น ในสมัยที่มีผู้แทนราษฎร
พวกผู้แทนชาวตะวันออกเฉียงเหนือหรือที่เรียกว่า ชาวอีสาน
ก็มีอิทธิพลยิ่งกว่าผู้แทนภาคใดๆ
และได้เงินทองที่อ้างว่าจะเอาบำรุงภาคอีสานก็เป็นจำนวนมาก
มาถึงรัฐบาลปัจจุบันนี้
ข้าพระพุทธเจ้าได้ตระหนักในความสำคัญและความล่อแหลมของภาคตะวันออกเฉียง
เหนือ ถึงกับเดินทางไปตรวจทุกปี บางปีก็หลายครั้ง
ข้าพระพุทธเจ้าได้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาภาคอีสานขึ้นเป็นพิเศษ
โดยข้าพระพุทธเจ้าเป็นประธานเอง การสร้างถนนหนทางได้เร่งรัดมากขึ้น
งานชลประทานได้ทำมากขึ้น ถึงกับมีโครงการสร้างเขื่อน
สร้างแหล่งกำเนิดไฟฟ้าด้วยแรงน้ำ ซึ่งบางแห่งก็หาเงินกู้ได้แล้ว
และกำลังดำเนินงานอยู่ภายใต้ความควบคุมเร่งรัดของข้าพระพุทธเจ้าเอง

เหตุการณ์
ที่เกิดขึ้น กระทำให้ข้าพระพุทธเจ้าแน่ใจยิ่งขึ้นว่า
รัฐบาลจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ แก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่เสมอไป
และความสนใจอันนี้จะต้องกระทำเป็น 2 ทาง คือ (1) นโยบายภายนอก
จะต้องทำความพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะมิให้ราชอาณาจักรลาวตกอยู่ในความ
ครอบงำของคอมมิวนิสต์ (2) นโยบายภายในจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดกวดขัน
ทั้งในการปราบปรามและในการบำรุง โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคม
นอกจากจะต้องขะมักเขม้นให้มีถนนหนทางมากขึ้นแล้ว
เวลานี้กำลังสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงที่ขอนแก่น
เพื่อดำเนินงานสงครามจิตวิทยาให้มีสมรรถภาพยิ่งขึ้น
ส่วนชาวญวนอพยพที่เป็นเชื้อคอมมิวนิสต์อยู่ในดินแดนภาคนี้
ก็จะได้ขนอพยพออกไปให้มากที่สุดที่จะทำได้

ข้าพระพุทธเจ้าหวังด้วย
เกล้าฯ ว่า
ด้วยเดชะพระบารมีและด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีของข้าพระพุทธเจ้า
ต่อประเทศชาติ ต่อพระศาสนา และในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท
รัฐบาลนี้จะสามารถปราบปราม
และแก้ไขสถานการณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ดีขึ้นโดยลำดับ

โดย
เฉพาะคนทั้งสองที่ข้าพระพุทธเจ้าสั่งประหารชีวิตไปแล้วนี้
เป็นคนที่สมควรจะได้รับโทษฐานหนักที่สุด
ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะให้อภัยหรือถือว่าเป็นการเมือง
เพราะการกระทำของคนทั้งสองนี้ มิใช่การกระทำของนักการเมือง
แต่เป็นการกบฏทรยศขายชาติ ขายประเทศ
เป็นกรณีที่บ่อนทำลายราชบัลลังก์อย่างร้ายแรงที่สุด
ที่ไม่เคยมีใครทำมาแต่ก่อน
เพราะนอกจากจะโฆษณาชวนให้คนเชื่อไปในทางที่ว่าพระมหากษัตริย์ไม่มีประโยชน์
แล้ว ยังพยายามทำลายพระเกียรติคุณ โดยโฆษณาว่า พระมหากษัตริย์ทรง [...]
ร้ายยิ่งกว่านั้น ซึ่งข้าพระพุทธเจ้าไม่น่าจะกราบบังคมทูลพระกรุณา
แต่เห็นด้วยเกล้ากระหม่อมว่า ควรจะกราบบังคมทูลด้วยความจงรักภักดี
เพื่อให้ทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทว่า
คนพวกนี้ได้จงจิตคิดร้ายต่อราชบัลลังก์เพียงไร พยานกว่า 10
ปากให้การตรงกันว่า นายครอง จันดาวงศ์
ได้กล่าวในการอบรมพรรคพวกของตนหลายครั้งหลายหนว่า
ทั้งใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ [...]
คนที่ทุจริตประทุษร้ายราชบัลลังก์ถึงขนาดนี้
ไม่ควรจะให้มีชีวิตอยู่ในแผ่นดินไทยต่อไปเลย

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า จอมพล ส. ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรี

Posted in ข่าวสารและการเมือง | Leave a comment

จริงๆ แล้ว…….เรายากจนกว่าชาวนามาก

มหาเศรษฐีเกือบจะ
ชราผู้หนึ่ง

สุด
แสนจะภูมิใจที่ลูกชาย

วัยห้าขวบของเขากำลังจะ
ได้

เข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง
ซึ่งระดับเศรษฐีอย่างพวกเขาเท่านั้น

โดยส่วนตัวของเขาเอง
ก็อยากจะสอนให้
ลูกชายรู้จักกับชีวิตจริงในโลก

ควบคู่ไปกับการส
อนทฤษฏีในโรงเรียน

ในวันหยุดเขาจะตระเวนพาลูก
ชายคนเดียวไป

ท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ
แล้ววันหนึ่งเขาก็คิดถึงหัวข้อการสอนเรื่อง
ความยากจน
เพราะเขามีความเชื่อว่า

ลูกชายของเขาคงไม่มีวันรู้จักแน่นอน
เขาจึงพอลูกชายไปเยี่ยมครอบครัวชาวนาครอบครัวหนึ่ง
และพักอยู่กับชาวนาเป็นเวลา 1 วัน 1
คืน

เมื่อกลับถึงคฤหาสน์
ของเขาในวันต่อมา

มหาเศรษฐีก็จะทดสอบว่า

ลูกชายได้อะไรบ้างจากการไปพักแรมกับชาวนาผู้ยากจน
ลูกชายตอบคำถามผู้เป็นบิดา ว่า
เขาขอ
ขอบคุณเป็นอย่างมากที่ได้พาเขาไปพบกับชาวนา

และ
พักแรมที่นั่น

ซึ่งทำ ให้เขาได้พบว่า….
ชาวนามี
ที่ทำงานเป็นท้องนาที่กว้างใหญ่

ในขณะที่พ่อมี
เพียงห้องสี่เหลี่ยมที่ว่ากว้าง

แต่ก็ยังน้อย
กว่าห้องทำงานของชาวนา

อาหารที่ชาวนารับป
ระทานสามารถหาได้ตลอดเวลา

รอบๆบริเวณบ้านโดย
ไม่ต้องซื้อหา

ในขณะที่บ้านของเรามีตู้เย็นเท่า
นั้น ที่เป็นที่เก็บอาหาร

เวลารับประทาน
อาหารก็มีเพื่อน

คุยอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่
ลูก

ในขณะที่ตัวเองก็ต้องนั่งทานอาหาร

กับโต๊ะอาหารที่ยาวเกือบสิบเมตร
และ มีเก้าอี้ว่างเปล่าทั้งสองด้าน

ลูกชาวนา ที่ซ้อนท้ายจักรยานของพ่อเขา
ต้องกอดเอวพ่อให้แน่น
เพื่อจะได้ไม่ตกจากจักรยาน

แต่
เขาเอง ต้องนั่งในรถที่ใหญ่โต

อยู่ข้างหลัง
เพียงลำพังโดยมีคนขับรถพาไปทุกที่

ชาวนามี
แสงดาวแสงจันทร์เป็นโคมไฟ

ส่องสว่างตลอดเวลาใน
เวลากลางคืนโดยไม่ขาดแคลน

แต่เขา
ก็มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ต้องซื้อด้วยเงิน

……… ชาวนามีรั้วบ้านเป็นแม่น้ำภูเขาที่กว้างสุดลูกหูลูกตา
แต่เขาเองกลับมีเพียงแค่กำแพงบล๊อคในพื้นที่ไม่กี่ไร่
ลูกชาวนาได้มีเพื่อนเล่นเป็นจิ้งหรีดหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
แต่เขาเองกลับไม่มีใครเลย

เขา
ขอบคุณพ่ออีกครั้งที่ทำให้เขารู้คำตอบว่า…..

จริงๆ แล้ว…….เรายากจนกว่าชาวนามาก

ปล.อ่านแล้วรู้สึก
ดีส่งต่อนะ

Posted in เบ็ดเตล็ด | Leave a comment